โรคซิฟิลิส ทำความเข้าใจกับกลุ่มที่มีผลกระทบมากที่สุด กันก่อนดีกว่า​

โรคซิฟิลิส ทำความเข้าใจกับกลุ่มที่มีผลกระทบมากที่สุด กันก่อนดีกว่า

“โปรโมชั่นพิเศษ
4 กล่อง 1,000 บาท ส่งฟรี”

📌 ด่วน สินค้ามีจำนวนจำกัด

         ในปัจจุบันอย่างที่กล่าว เบื้องต้นไปว่า โรคซิฟิลิส มีจำนวนของผู้ที่เข้ามาทำการ รักษามากขึ้นเป็นจำนวน 2 – 3 เท่า กว่าในอดีตที่ผ่านมา ด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาทำให้วัยรุ่นไทย มีการเพิ่มอัตราของการติดเชื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่านิยมที่เปลี่ยนไปของการ มีเพศสัมพันธ์แบบที่ไม่ป้องกัน เหมือนในอดีตที่มีการ แนะนำให้สวมถุงยางอนามัย ทำให้วัยรุ่นเพศชายส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงสูงมาก ในการได้รับเชื้อโรคชนิดนี้ ได้ง่ายนั่นเอง

         จากข้อมูล ทางการแพทย์ระบุได้ว่า ในปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมาเหล่าวัยรุ่นต่างก็ มีค่านิยมที่ผิดในการมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่น กลุ่มชายรักชาย กลุ่มที่นิยมรูปแบบของ การมีเซ็กแบบหมู่ ซึ่งรูปแบบเหล่านี้กลายเป็นกระแส ที่กำลังมาแรงมากในสังคมไทย ทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่ สามารถพลาด ไปติด เชื้อซิฟิลิส ได้แบบที่ไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญระยะของโรคชนิดนี้ มีการก่อตัวแบบที่ไม่แสดงผลใด ๆ ให้คุณทราบ ในบางรายก็มาทราบผล ได้จากการเจาะเลือดหรือ มีอาการอักเสบ บริเวณอวัยวะเพศไปแล้ว จนกลายเป็นแผลโดยรอบ

         คงจะมีคำถามจาก ผู้อ่านหลาย ๆ เป็นแน่ว่าตัวซิฟิลิส นี้สามารถเกิดได้ในเพศใดมากที่สุด จากข้อมูลทางการแพทย์ ระบุได้ว่าในประเทศไทย สามารถพบได้ในทุกเพศ ทั้งชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่ความเสี่ยงก็จะเกิดในเพศชายมากกว่า ด้วยรูปแบบของความต้องการทางเพศ ที่สูงกว่าเพศหญิง จึงไม่แปลกที่จะพบเจอโรคนี้ได้ จากการที่ผู้ชายมักจะไม่ใส่ใจ ในการดูแลรักษาอวัยวะเพศ ทำให้ตัวเชื้อแบททีเรียชนิดนี้ จึงสามารถที่จะกระจายตัว ไปสู่บุคคลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

         เมื่อคุณทราบแล้วว่า โรคซิฟิลิสเกิดได้จากกลุ่มใดแล้ว เรามาทำความเข้าใจ เรื่องความแตกต่างของโรคชนิดนี้ กับลักษณะของ โรคทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ กันก่อนน่าจะดีกว่า เพราะความคล้ายกันของ แผลที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของอวัยวะทำให้ผู้อ่าน หลายท่านคิดว่าเป็นเพียงแค่ บาดแผลที่เกิดขึ้นจาก การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงมาก จนเกินไปเพียงเท่านั่น 

         แท้จริงแล้ว โรคนี้เกิดขึ้นได้จาก การติดเชื้อแบคทีเรียเทรโพนีมา พัลลิดัม ตามปกติเชื้อโรคชนิดนี้มักจะ มีระยะเวลาในการฟักตัว นานถึง 2 – 4 สัปดาห์ ถึงจะแสดงอาการต่าง ๆ ให้คุณได้ทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น กับร่างกายของคุณ ส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการบริเวณ อวัยวะเพศเป็นหลัก ๆ เพราะเป็นจุดที่มีการสัมผัสกับเชื้อได้ง่ายมากที่สุด

         ทำให้ผู้ที่มีการรับ เชื้อแบคทีเรีย ชนิดนี้ไม่ทราบได้ว่า ณ ตอนนี้คุณกำลัง อยู่ในสภาวะความเสี่ยง ของโรคในระยะใดแล้วนั่นเอง ในผู้ป่วยคนไทยส่วนใหญ่ จะพบได้ในช่วงที่มีอาการใน ระยะแรกที่ตัวเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด ทางต่อมน้ำเหลือง ทำให้ร่างกายแสดงอาการ เป็นผื่นที่มีขนาดของตุ่มนูนขึ้นมา ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คงจะเป็นบริเวณฝ่ามือและฝาเท้า หรือตามบริเวณผิวหนังในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

         ตามปกติแล้ว ในระยะนี้ผู้ที่ติดเชื้อ จะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะตุ่มใสเหล่านั่น จะไม่มีอาการคัน หรืออักเสบแต่อย่างใด ทำให้คุณอาจจะมองว่าเป็นเพียง การแพ้จากไรฝุ่น หรือ แพ้ของใช้บางชนิด ที่คุณใช้อยู่ก็เป็นได้ แต่ในผู้ที่มีการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อาจจะส่งผลให้พบได้ว่า ในบริเวณที่เกิดตุ่มใส่นั่น ก็จะมีน้ำเหลืองไหลออกมา ในบางรายก็จะมีการอักเสบ ในบริเวณโดยรอบตุ่ม ซึ่งปกติเข้าจะเรียกกันว่า ระยะออกดอก แล้วนั่นเอง ส่งผลให้ผู้ที่มีอาการในระยะนี้ มักจะรู้สึกเหมือนจะมีอาการไข้ และปวดเมื่อยตามร่างกาย ประกอบไปด้วยเสมอ

         ทางที่ดี เมื่อคุณรู้สึกว่ามีตุ่มใส ขึ้นมาตามบริเวณงามมือ และช่วงฝามือเห็นได้ชัดว่า มีอาการเหล่านี้ร่วมแล้ว คุณควรที่จะไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาโดยทันที และไม่ใช้เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ มีการขยายผลไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแต่ประการใด จะเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคชนิดนี้ เข้าไปทำลายระบบประสาทที่สำคัญ ของร่างกายแต่ประการใด

การเข้าใจรูปแบบของการติด เชื้อแบคทีเรีย ชนิดนี้แบบถูกต้อง

         ในทางกลับกัน ในปัจจุบันนี้แม้ว่า จะมีตัวยาที่ใช้ในการรักษา โรคซิฟิลิส ได้แล้วก็ตาม แต่ผลของการรักษาโรคนี้ ก็ยังคงมีผู้ที่มีการ แอบแฝงของ เชื้อแบคทีเรีย ชนิดนี้อยู่ภายในกระแสเลือด เพราะการพัฒนาของเชื้อโรคชนิดนี้ จะขึ้นอยู่กับสภาพ ร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเป็นหลัก จึงทำให้ผู้ที่มีการทานยาไปแล้ว บางส่วนมีความเข้าใจที่ผิด คิดว่าเป็นการจบการรักษาไปแล้ว ในบางรายก็มีการปล่อยตัว ในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หรือเรื่องของการไม่ใส่ใจ ในการป้องกันทุกครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์ ที่มีจำนวนของผู้ที่ร่วมด้วย มากกว่า 2 คนขึ้นไป 

         ทำให้การที่ คุณเองจะกลับมีอาการอักเสบ ของแผลที่เกิดจาก ตุ่มน้ำเหลืองเหล่านั่น  ได้อีกครั้งแบบที่คุณเองก็ไม่ทราบว่า การอักเสบของแผลในครั้งถัดไปนี้ อาจจะมีผลกระทบต่ออวัยวะที่สำคัญของร่างกายได้ เช่น ดวงตา หู หรือแม้กระทั่งในระบบประสาทของสมองในส่วนต่าง ๆ ไปแล้ว ทำให้คุณอาจจะมีความเสี่ยง ในการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ในระยะยาว เพราะเมื่อคุณมีอายุที่มากขึ้น อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคุณก็จะหยุด เรื่องของการพัฒนาส่วน ของเม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนสำคัญมาก ในการฆ่าเชื้อโรคตามกลไกหลักของร่างกาย

         มีผลของการวิจัย ในต่างประเทศ พบว่าเรื่องของการรักษา ในปัจจุบันนี้ผู้ที่เคยมีการติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดนี้แล้วมีอาการ อย่างต่อเนื่องที่ไม่หายขาดแต่อย่างใด นั่นก็หมายความว่า ตัวเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว มักจะมีการแอบแฝงตัว รวมอยู่ในกระแสเลือด ตามปกติร่างกายจะมีการทำงานของ เม็ดเลือดขาว ที่จะทำหน้าที่ในการฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่แปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย แต่เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ จะมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ในการหลบซ่อนตัวไม่แสดงอาการ แต่อย่างใดออกมาจนกว่า ร่างกายมีสภาวะที่อ่อนแอเกิดขึ้น

         ทำให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ สามารถพัฒนาได้ตามสภาพแวดล้อม ส่วนใหญ่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่มีการป้องกัน มักจะรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ เข้าไปสะสมภายในร่างกาย เป็นจำนวนมาก ทำให้แบคทีเรียที่มีอยู่ภายในร่างกาย มีการปรับตัวให้สามารถที่จะ ทนต่อยาปฏิชีวนะเหล่านั่น ทำให้ร่างกายอ่อนแออย่างรวดเร็ว ตามปกติแล้ว หากผู้ที่เคยรับ การรักษาด้วยการทานยาแล้ว ยังกลับมาติดเชื้อชนิดนี้อีก ทางแพทย์ผู้เชียวชาญก็จะทำการรักษา ด้วยการเพิ่มปริมาณของยาปฏิชีวนะ ให้มากยิ่งขึ้นด้วยการฉีดตัวยา เข้าไปภายในกระแสเลือด โดยตรง เพื่อเป็นการรักษาแบบฉับพลัน เป็นการป้องกันการแพร่กระจายไป ยังอวัยวะที่สำคัญของร่างกายได้

คุณทราบหรือมั้ย ว่าโรคซิฟิลิสแตกต่าง กับ โรคเอดส์ HIV ตรงไหนบ้าง

         ในปัจจุบัน คงจะมีอีกหลายท่าน ที่กำลังมีความกังวล ในอาการต่าง ๆ ของ โรคซิฟิลิส ว่าจะสามารถขยายผล ไปสู้การติดเชื้อ HIV หรือที่เรียกว่า โรคเอดส์ ได้หรือมั้ย แท้จริงแล้วเรื่องของรูปแบบของเชื้อโรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกัน เป็นอย่างมากเพราะซิฟิลิส นั่นเกิดจากเชื้อแบททีเรียชนิดนึง ที่การทำงานของแบททีเรียชนิดนี้ มีการทำงานที่เข้าไปทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนโรคเอดส์นั่นเกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำร้ายระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายในส่วนต่าง ๆ

         ทำให้หลาย ๆ คนต่างเข้าใจได้ว่า หากคุณมีการแสดงอาการของ เชื้อซิฟิลิสแล้วก็อาจจะ ส่งผลให้คุณเป็น โรคเอดส์ ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเพียงการสันนิฐาน เบื้องต้นเพียงเท่านั่น เพียงแต่ในผู้ที่ติดเชื้อ HIV มีโอกาสมากที่จะติด เชื้อแบคทีเรีย ชนิดนี้ ในการรักษาแพทย์จะทำการ ให้ผู้ป่วยทำการทานยาปฏิชีวนะ เป็นจำนวนต่อเนื่องนานถึง 15 -30 วัน เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่มีการแอบแฝงอยู่ ให้มีจำนวนที่น้อยมากที่สุด และมักจะทานคู่ไป กับยาต้านเชื้อไวรัส เป็นการสร้างภูมิต้านทาน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ร่างกายมีการปรับความสมดุลต่าง ๆ ภายในร่างกาย ให้เม็ดเลือดขาวสามารถทำงานได้ดี

         และมีการกระตุ้น เซลล์เม็ดเลือดทำงานได้ดีมากขึ้น ทางที่ดีผมขอแนะนำให้ ผู้อ่านบทความที่มีความกังวลใจ ว่าท่านเองจะมีสภาวะความเสี่ยง ในการติดเชื้อแบททีเรียชนิดนี้หรือมั้ย คุณควรที่จะหมั่นไปตรวจเช็คร่างกาย ทุกระยะ 3 เดือน 6 เดือน จะเป็นการดีที่สุดในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ด้วยเรื่องราวของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา ทำให้คุณเองอาจจะพลาด ทำให้มีการติดเชื้อไปโดยที่ ไม่ทราบแต่ประการใด มันจะเป็นผลเสียได้ในระยะยาวนั่นเอง 

ทางเลือกที่สำคัญ ในการป้องกันการป่วยเป็นซิฟิลิส ในคนไทยยุคปัจจุบัน

         เมื่อคุณทราบ ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของ โรคซิฟิลิส แบบเบื้องต้นไปแล้ว เรื่องของการป้องกัน ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของการ เริ่มต้นที่จะกลับมาใส่ใจในการ ดูแลรักษาเรื่องของสุขภาพของตัวคุณเอง ให้กลับมามีสภาพที่พร้อมในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ นั่นคงจะเป็นผลต่อเนื่อง หากคุณมีการดูแลสุขภาพที่ดี เชื่อได้ว่าร่างกายของคุณเองก็จะ กลับมาแข็งแรงเหมือนวัยหนุ่ม โดยที่คุณจะไม่มีปัญหา เรื่องของการหย่อน สมรรถภาพทางเพศ

         ตามปกติแล้วการเลือกดูแลร่างกาย ของผู้ที่ติด เชื้อซิฟิลิส มักจะเน้นเรื่องของการมองหา อาหารเสริมที่มีคุณค่าทางอาหาร เข้ามาช้วยในการ สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย เช่น การมองหา กรดอะมิโนที่สำคัญ ต่อการช้วยในการซ่อมแซมอวัยวะในส่วนต่าง ๆ ทีเกิดการสูญเสียไป จากการทำลายของเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ หรือคุณสามารถที่จะทานกลุ่มอาหารเสริม ที่มีส่วนของถังเช่าที่เข้มข้น ทำให้การสร้างเม็ดเลือดขาว ภายในร่างกายของคุณ มีการทำงานในการฆ่าเชื้อไวรัส และ สารอนุมูลอิสระได้อย่างเต็มที่ เป็นการลดการอักเสบของอวัยวะภายในร่างกายในส่วนต่าง ๆ ได้แน่นอน

         จากเนื้อหาเบื้องต้นของโรคซิฟิลิส ที่ผู้อ่านทุกท่านไม่ควรที่ จะมองข้ามแต่อย่างใด เชื้อว่าคงจะมีอีกหลายท่านที่ ยังไม่ใส่ใจในการ ดูแลสุขภาพร่างกาย เมื่อคุณได้อ่านบทความนี้แล้ว คงจะทำให้คุณหันกลับมาดูแล และป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ที่ผิดวิธีมากยิ่งขึ้น ในบทความหน้า ผมจะนำเรื่องราวใดอีก ที่น่าสนใจมานำเสนอ คงจะต้องรอติดตามกันได้นะครับ 

Shopping Cart
error: Content is protected !!